เนื้อหาในบทความนี้
รังสีอัลตราไวโอเลตหรือ UV ที่พูดถึงกันบ่อยแบ่งเป็น UVA และ UVB ทั้งสองชนิดมีผลต่อผิว แต่มีลักษณะผลกระทบที่พูดถึงต่างกันอยู่บ้าง ในบริบทของฉลากกันแดด ค่า PA เน้นเรื่อง UVA ส่วน SPF หรือ Sun Protection Factor เป็นค่าที่เกี่ยวกับการป้องกันการไหม้แดดภายใต้การทดสอบ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับ UVB เป็นหลัก
ดังนั้นการเห็น SPF สูงบนฉลากไม่ได้ทำให้สามารถสรุปเรื่องการปกป้อง UVA ได้ทั้งหมดจากตัวเลข SPF เพียงตัวเดียว นี่เป็นเหตุผลที่บนผลิตภัณฑ์กันแดดหลายชนิดอาจพบทั้ง SPF และ PA อยู่ด้วยกัน เพื่อสื่อข้อมูลคนละส่วนเกี่ยวกับการปกป้องจากรังสี UV
เครื่องหมาย + ของ PA หมายความว่าอย่างไร
ระบบ PA ใช้จำนวนเครื่องหมาย + แทนระดับการปกป้อง UVA โดยทั่วไปพบตั้งแต่ PA+ จนถึง PA++++ จากระดับต่ำขึ้นไปหาระดับสูงกว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไทยอธิบาย PA ว่าเป็น Protection grade of UVA และใช้จำนวนเครื่องหมาย + เพื่อแสดงระดับความสามารถในการป้องกันผลจาก UVA ภายใต้การทดสอบ
สิ่งสำคัญคืออย่าอ่านเครื่องหมาย + เหมือนเป็นจำนวนชั่วโมง ตัวอย่างเช่น PA++++ ไม่ได้หมายความว่าป้องกันแดดได้สี่ชั่วโมง และ PA++ ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเติมผลิตภัณฑ์ทุกสองชั่วโมงเพราะมีเครื่องหมายสองตัว จำนวน + เป็นระดับการจัดกลุ่มผลการทดสอบ ไม่ใช่หน่วยเวลา
ในทำนองเดียวกัน ไม่ควรเอาจำนวน + ไปเปรียบเทียบตรง ๆ กับตัวเลข SPF เช่น ไม่สามารถบอกว่า PA++++ “แรงกว่า” SPF 30 หรือ SPF 50 เพราะสองค่านี้ไม่ได้วัดสิ่งเดียวกัน
UVA เกี่ยวข้องกับผิวอย่างไร
เมื่อพูดถึง UVA ในเรื่องผิว คนมักเชื่อมโยงกับการเกิดสีผิวเข้มขึ้นหลังได้รับแสง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของผิวจากแสงสะสมในระยะยาวหรือ Photoaging อย่างไรก็ตาม ผิวได้รับรังสีหลายช่วงคลื่นพร้อมกันในชีวิตจริง จึงไม่ควรมองว่าปัญหาผิวหนึ่งอย่างเกิดจาก UVA หรือ UVB เพียงชนิดเดียวเสมอไป
การใช้ PA จึงควรมองว่าเป็นข้อมูลอีกช่องหนึ่งบนฉลากที่ช่วยบอกเรื่องการปกป้อง UVA ไม่ใช่คะแนนรวมของผลิตภัณฑ์กันแดดทั้งหมด ค่า PA ไม่ได้บอกเนื้อสัมผัส ความสบายผิว ความทนต่อน้ำ ความเหมาะกับผิวแต่ละคน หรือบอกว่าผลิตภัณฑ์หนึ่ง “ดีกว่า” อีกผลิตภัณฑ์ในทุกด้าน
แล้ว SPF ต่างจาก PA ตรงไหน
ถ้าจำแบบง่าย ๆ SPF กับ PA ตอบคนละคำถาม SPF เป็นค่าที่เกี่ยวกับการป้องกันการไหม้แดดภายใต้เงื่อนไขการทดสอบ ส่วน PA ใช้บอกระดับการปกป้อง UVA ตามระบบ PA
คำว่า broad spectrum ที่พบในบางระบบหรือบางฉลากหมายถึงการปกป้องทั้ง UVA และ UVB จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการสื่อเรื่องช่วงของรังสีที่ผลิตภัณฑ์ปกป้องได้ ไม่ควรถือว่าคำว่า SPF, PA และ broad spectrum เป็นคำเดียวกัน เพียงแต่ทั้งหมดอยู่ในบริบทของการสื่อข้อมูลเรื่องการปกป้องจากรังสี UV
ค่า PA สูงไม่ได้แปลว่าป้องกันได้ทุกอย่าง
แม้จำนวน + ที่มากขึ้นจะแสดงระดับการปกป้อง UVA ที่สูงขึ้นตามการทดสอบ แต่ไม่ได้หมายความว่าผิวจะไม่ได้รับรังสีเลย การได้รับแสงในชีวิตจริงยังขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณผลิตภัณฑ์ที่อยู่บนผิว เหงื่อ น้ำ การเสียดสี ระยะเวลาที่อยู่กลางแจ้ง และสภาพแวดล้อม
นอกจากนี้ PA ยังไม่ได้บอกว่าผลิตภัณฑ์จะเหมาะกับผิวของทุกคน คนสองคนสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า PA เดียวกันแต่รู้สึกต่อเนื้อผลิตภัณฑ์ต่างกัน หรือมีการระคายเคืองต่างกันได้ ค่า PA เป็นข้อมูลด้านการปกป้อง UVA ไม่ใช่การรับรองว่าจะไม่แพ้ ไม่ระคายเคือง หรือเหมาะกับสภาพผิวใดเป็นพิเศษ
ถ้ามองฉลากกันแดดแบบพื้นฐาน จึงควรเข้าใจว่า PA เป็นหนึ่งในข้อมูลที่ใช้อ่านเรื่องการปกป้องจากแสง โดยดูร่วมกับข้อมูลอื่นบนฉลาก ไม่ใช่ตัดสินผลิตภัณฑ์ทั้งหมดจากจำนวนเครื่องหมาย + เพียงอย่างเดียว
